๑. เรื่องของคนกับรถบรรทุก
เช้าวันหนึ่ง มินตรา วงศ์ไพบูลย์ ผู้จัดการฝ่ายขนส่งของบริษัทขนส่งเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ได้รับโทรศัพท์จากคนขับรถประจำบริษัท อนันต์ รถบรรทุกที่เขาขับถูกเจ้าหน้าที่เรียกตรวจ เพราะสินค้าบนกระบะไม่มีผ้าใบคลุมให้แน่นหนา อนันต์ได้รับโทษปรับจากการฝ่าฝืนกฎจราจร
มินตราคิดว่าบริษัททำส่วนของตนแล้ว พนักงานทุกคนผ่านการอบรมเรื่องการบรรทุกและการยึดสินค้า มีรายการตรวจสภาพรถก่อนออกเดินทาง และหัวหน้างานคอยกำชับเรื่องความปลอดภัย แต่ไม่นานบริษัทก็ได้รับแจ้งว่า บริษัทจะถูกปรับด้วย เพราะการกระทำของอนันต์เกิดขึ้นระหว่างปฏิบัติงาน
สำหรับมินตรา เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ค่าปรับ หากกฎหมายลงโทษบริษัทโดยไม่สนใจว่าบริษัทได้พยายามป้องกันการฝ่าฝืนแล้วหรือไม่ บริษัทกำลังถูกลงโทษแทนการกระทำของผู้อื่นหรือเปล่า?
๒. ประเด็นทางกฎหมาย
คำถามคือ บริษัทจะถูกปรับเพียงเพราะลูกจ้างกระทำความผิดในระหว่างทำงานได้หรือไม่ แม้บริษัทจะอบรมและกำกับดูแลอย่างจริงจังแล้วก็ตาม? คำตอบขึ้นอยู่กับถ้อยคำของกฎหมายที่ใช้ในขณะเกิดเหตุ และกฎหมายนั้นเปิดให้บริษัทพิสูจน์ความระมัดระวังของตนได้หรือไม่
๓. กฎหมายเกาหลีวางหลักไว้อย่างไร
กฎหมายจราจรทางบกของเกาหลีใต้ฉบับเดิมกำหนดให้ลงโทษบริษัท เมื่อตัวแทน ลูกจ้าง หรือพนักงานกระทำความผิดบางประเภทเกี่ยวกับงานของบริษัท บทบัญญัตินั้นไม่ได้ระบุว่าต้องพิสูจน์ก่อนว่าบริษัทละเลยการป้องกันหรือกำกับดูแล
หลักความรับผิดทางอาญา: การลงโทษต้องตั้งอยู่บนความรับผิดของผู้ถูกลงโทษเอง ไม่ใช่เพียงข้อเท็จจริงว่าบุคคลอื่นซึ่งเกี่ยวข้องกับเขากระทำความผิด
ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้เห็นว่า การลงโทษบริษัทโดยอัตโนมัติเพียงเพราะลูกจ้างทำผิดในหน้าที่ ทั้งที่กฎหมายไม่ได้พิจารณาการตัดสินใจหรือการกระทำของบริษัทเอง เป็นการลงโทษบริษัทจากความผิดของผู้อื่น โดยไม่ถามว่าบริษัทมีความผิดหรือไม่ แนวทางดังกล่าวขัดต่อหลักความรับผิดและหลักนิติรัฐตามรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยลงวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๐๑๖
ข้อแตกต่างสำคัญอยู่ที่กฎหมายฉบับต่อมา ซึ่งกำหนดข้อยกเว้นไว้ว่า หากนิติบุคคลหรือบุคคลได้ใช้ความระมัดระวังและกำกับดูแลอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการฝ่าฝืนในงานที่เกี่ยวข้อง ก็ไม่ต้องรับโทษตามบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดร่วมของนายจ้าง
เมื่อต้องประเมินความรับผิดของบริษัท จึงควรพิจารณาประเด็นต่อไปนี้:
- กฎหมายที่ใช้บังคับในวันที่เกิดเหตุเป็นฉบับใด และกำหนดความรับผิดของบริษัทไว้อย่างไร
- ลูกจ้างกระทำผิดในงานของบริษัทจริงหรือไม่
- บริษัทมีระบบอบรม คำสั่งตรวจสอบ และการกำกับดูแลที่เหมาะสมหรือไม่
- กฎหมายเปิดโอกาสให้บริษัทพ้นโทษเมื่อพิสูจน์ความระมัดระวังได้หรือไม่
หากเป็นบทบัญญัติเดิมที่กำหนดโทษโดยไม่ให้พิจารณาความรับผิดของบริษัท ประเด็นรัฐธรรมนูญย่อมมีความสำคัญ ส่วนกฎหมายที่มีข้อยกเว้นเรื่องการใช้ความระมัดระวัง บริษัทต้องเตรียมหลักฐานให้เห็นว่าการป้องกันนั้นเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่มีเพียงระเบียบที่เขียนไว้แต่ไม่ได้ปฏิบัติ
การมีคู่มือหรือจัดอบรมเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอ หากไม่มีหลักฐานว่ามีการตรวจสอบการปฏิบัติตามและแก้ไขปัญหาที่พบ
๔. แนวทางที่ศาลเกาหลีใช้พิจารณา
ศาลเกาหลีให้ความสำคัญกับหลักว่าโทษอาญาต้องผูกกับความรับผิดของผู้ถูกลงโทษเอง หลักนี้ใช้กับบริษัทได้เช่นกัน แม้บริษัทจะดำเนินงานผ่านพนักงานและผู้แทน แต่การลงโทษบริษัทต้องมีเหตุให้กล่าวโทษบริษัทโดยเฉพาะ ไม่ควรถือว่าความผิดของลูกจ้างกลายเป็นความผิดของบริษัทโดยอัตโนมัติในทุกกรณี
ศาลรัฐธรรมนูญจึงคัดค้านบทบัญญัติที่ลงโทษบริษัทโดยไม่พิจารณาว่าบริษัทมีส่วนบกพร่องในการจัดระบบงานหรือกำกับดูแลหรือไม่ อย่างไรก็ดี หลักนี้ไม่ได้หมายความว่าบริษัทไม่มีวันต้องรับโทษ หากกฎหมายกำหนดความรับผิดไว้โดยชอบ และข้อเท็จจริงแสดงว่าบริษัทละเลยหน้าที่ป้องกันหรือกำกับดูแล บริษัทก็อาจต้องรับผลตามกฎหมายได้
ประเด็นไม่ได้อยู่ที่บริษัทเป็นผู้กระทำผิดด้วยมือตนเองหรือไม่ แต่อยู่ที่กฎหมายและข้อเท็จจริงรองรับความรับผิดของบริษัทเองหรือไม่
๕. เมื่อนำกฎหมายมาใช้กับเรื่องของมินตรา
ขั้นแรก: แยกความรับผิดของคนขับออกจากความรับผิดของบริษัท
อนันต์เป็นผู้ขับรถและมีหน้าที่ปฏิบัติตามข้อกำหนดเรื่องการคลุมหรือยึดสินค้า การพิจารณาความผิดของเขาจึงเป็นคนละเรื่องกับการพิจารณาว่าบริษัทควรถูกปรับด้วยหรือไม่
ขั้นที่สอง: ตรวจดูบทบัญญัติที่ใช้ในวันเกิดเหตุ
หากบริษัทถูกกล่าวหาตามบทบัญญัติเดิมของกฎหมายจราจรทางบก ซึ่งสั่งให้ลงโทษบริษัทเพียงเพราะลูกจ้างทำผิดในงาน โดยไม่เปิดให้พิจารณาว่าบริษัทได้ป้องกันเหตุอย่างเพียงพอหรือไม่ บริษัทสามารถยกหลักตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญขึ้นโต้แย้งได้
ขั้นที่สาม: ตรวจสอบว่าบริษัทมีระบบป้องกันที่ใช้ได้จริง
ข้อเท็จจริงของมินตราเป็นประโยชน์ต่อบริษัท เพราะมีการอบรม มีรายการตรวจรถ และมีการกำชับพนักงาน แต่บริษัทควรรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม เช่น บันทึกการอบรม รายการตรวจรถที่ลงชื่อก่อนออกเดินทาง หนังสือเตือนหรือการลงโทษเมื่อพบการฝ่าฝืน ตลอดจนหลักฐานว่าหัวหน้างานติดตามการปฏิบัติจริง
ขั้นที่สี่: พิจารณาผลของคำวินิจฉัยต่อคดี
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบทบัญญัติลงโทษบริษัทแบบอัตโนมัติที่เป็นประเด็นนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะไม่กำหนดความรับผิดของบริษัทเอง เมื่อบทบัญญัติเกี่ยวกับโทษอาญาถูกวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ กฎหมายเกาหลีวางหลักให้บทบัญญัตินั้นสิ้นผลย้อนหลัง โดยมีข้อยกเว้นในกรณีที่เคยมีคำวินิจฉัยว่าบทบัญญัติเดียวกันชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาก่อน
ดังนั้น หากบริษัทของมินตราถูกลงโทษโดยอาศัยบทบัญญัติเดิมดังกล่าว คดีของบริษัทอาจมีช่องทางขอพิจารณาใหม่ได้ ส่วนคำวินิจฉัยไม่ได้ทำให้โทษของอนันต์สิ้นผลไปโดยอัตโนมัติ เพราะการกระทำและความรับผิดของคนขับต้องพิจารณาแยกต่างหาก
๖. บทสรุป: บริษัทของมินตราจะเป็นอย่างไร และผู้อ่านควรทำอะไร
ในที่สุด มินตราไม่ควรยอมรับค่าปรับของบริษัทเพียงเพราะมีจดหมายแจ้งว่าลูกจ้างทำผิด หากบริษัทถูกลงโทษตามบทบัญญัติเดิมที่กำหนดความรับผิดโดยไม่คำนึงถึงความผิดของบริษัทเอง ก็มีเหตุสำคัญให้โต้แย้งว่าการลงโทษนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ และหากคดีสิ้นสุดไปแล้ว บริษัทอาจยื่นขอพิจารณาคดีใหม่ได้ ทั้งนี้ ต้องตรวจสอบฐานกฎหมาย คำพิพากษาเดิม และกำหนดเวลาหรือเงื่อนไขตามขั้นตอนของเกาหลีใต้ก่อน
สำหรับผู้อ่านที่อยู่ในสถานการณ์คล้ายกัน ควรจำไว้ว่า การอบรมพนักงานอาจช่วยพิสูจน์ความระมัดระวังของบริษัท แต่สิทธิและผลทางคดีขึ้นอยู่กับบทบัญญัติที่ใช้ในช่วงเวลานั้นด้วย
- ขอสำเนาคำสั่งปรับและตรวจสอบให้ชัดว่าอ้างกฎหมายมาตราใดและเป็นกฎหมายฉบับใด
- เก็บหลักฐานการอบรม การตรวจสอบ การกำชับ และมาตรการแก้ไขไว้เป็นระบบ เพราะหลักฐานเหล่านี้แสดงได้ว่าบริษัทกำกับดูแลจริง
- หากบริษัทเคยถูกลงโทษตามบทบัญญัติเดิม ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญกฎหมายเกาหลีโดยเร็ว เพื่อประเมินสิทธิในการอุทธรณ์หรือขอพิจารณาคดีใหม่




















