๑. เรื่องของคิมมีรา: การดูแลที่เธอไม่ได้เลือก

คิมมีรา วัยห้าสิบต้น ๆ เริ่มมีอาการซึมเศร้าหลังเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน เธอนอนไม่หลับและร้องไห้ง่าย แต่ยังไปทำงาน จัดการค่าใช้จ่าย และใช้ชีวิตประจำวันได้ ลูกชายและลูกสาวเป็นห่วง จึงพาเธอไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลจิตเวช

มีราเข้าใจว่าจะไปปรึกษาแพทย์แล้วกลับบ้าน แต่กลับถูกแจ้งว่าเธอจะต้องอยู่รักษาตัว ลูกทั้งสองลงนามยินยอมในฐานะผู้ดูแลตามกฎหมาย ส่วนจิตแพทย์คนหนึ่งวินิจฉัยว่าเธอควรเข้ารับการรักษา มีราไม่เห็นด้วย เธอไม่คิดว่าตนป่วยหนักถึงขั้นต้องถูกควบคุมตัว และไม่ได้มีพฤติกรรมที่ทำให้ตนเองหรือผู้อื่นตกอยู่ในอันตราย

เมื่อประตูหอผู้ป่วยปิดลง คำถามของมีราจึงไม่ใช่เพียงว่าเธอควรได้รับการรักษาหรือไม่ แต่คือคนอื่นมีสิทธิพรากเสรีภาพของเธอด้วยความเห็นเพียงไม่กี่ฝ่ายได้เพียงใด

๒. คำถามทางกฎหมาย

การรับบุคคลไว้รักษาในโรงพยาบาลจิตเวชโดยไม่สมัครใจ อาศัยเพียงความยินยอมของผู้ดูแลสองคนและการวินิจฉัยของจิตแพทย์หนึ่งคน จะสอดคล้องกับหลักคุ้มครองเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเกาหลีหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อไม่มีหลักเกณฑ์ชัดเจนว่าผู้ป่วยต้องมีอาการรุนแรงเพียงใด และไม่มีมาตรการเพียงพอให้ผู้ป่วยคัดค้านหรือขอทบทวน

๓. กฎหมายเกาหลีวางหลักไว้อย่างไร

รัฐธรรมนูญเกาหลีคุ้มครองเสรีภาพในร่างกาย และยอมให้รัฐจำกัดสิทธินั้นได้เฉพาะเมื่อมีกฎหมายรองรับและจำเป็นต่อประโยชน์สาธารณะ การรับไว้รักษาโดยไม่สมัครใจจึงไม่ใช่เพียงการตัดสินใจด้านการดูแลสุขภาพ แต่เป็นมาตรการที่อาจจำกัดเสรีภาพอย่างหนัก

เมื่อการรักษาทำให้บุคคลไม่อาจออกจากสถานที่ได้ตามต้องการ การจำกัดนั้นมีลักษณะใกล้เคียงกับการควบคุมตัว รัฐจึงต้องลดการละเมิดสิทธิให้เหลือน้อยที่สุด และป้องกันไม่ให้มาตรการถูกใช้ในทางมิชอบ

หลักสำคัญคือหลักความได้สัดส่วน กล่าวโดยง่าย รัฐต้องแสดงให้ได้ว่าการจำกัดสิทธิมีเป้าหมายที่ชอบด้วยกฎหมาย จำเป็นต่อเป้าหมายนั้น และไม่มีวิธีอื่นที่กระทบสิทธิน้อยกว่า

กติกาเดิมที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณามีจุดเสี่ยงหลายประการ ได้แก่

  • ไม่กำหนดเกณฑ์ให้ชัดว่าความเจ็บป่วยระดับใดจึงถือว่าจำเป็นต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล
  • ใช้ความยินยอมของผู้ดูแลสองคน ทั้งที่ผู้ดูแลอาจมีผลประโยชน์ขัดแย้งกับผู้ป่วย
  • มอบอำนาจตัดสินความจำเป็นในการรับไว้รักษาให้จิตแพทย์เพียงคนเดียว โดยไม่มีการตรวจสอบที่เพียงพอ
  • กำหนดระยะเวลารับไว้รักษาครั้งแรกยาวถึงหกเดือน และอาจต่ออายุได้ ทำให้เสี่ยงต่อการใช้เพื่อแยกผู้ป่วยออกจากสังคมแทนการรักษา
  • ขาดกระบวนการคุ้มครองสิทธิของผู้ป่วย เช่น โอกาสคัดค้าน ขอให้ทบทวน หรือให้บุคคลที่เป็นอิสระตรวจสอบเหตุผลในการควบคุมตัว
การมีเจตนาดีของครอบครัวหรือแพทย์ไม่อาจทดแทนหลักประกันตามกฎหมายได้ เมื่อมาตรการนั้นจำกัดเสรีภาพของผู้ป่วยอย่างรุนแรง

๔. แนวทางที่ศาลเกาหลีใช้พิจารณา

ในการวินิจฉัยเมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๙ ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีพิจารณาผลของการรับไว้รักษาโดยไม่สมัครใจอย่างจริงจัง ศาลชี้ว่า แม้มาตรการดังกล่าวอาจมีเป้าหมายเพื่อรักษาผู้ป่วยและป้องกันอันตราย แต่ก็จำกัดเสรีภาพในร่างกายในระดับใกล้เคียงกับการควบคุมตัว

ศาลจึงไม่ได้ถามเพียงว่าใครลงชื่อยินยอม หรือมีแพทย์เห็นว่าควรรักษาหรือไม่ แต่พิจารณาด้วยว่ากฎหมายกำหนดเกณฑ์การรับไว้รักษาไว้อย่างชัดเจนเพียงใด มีการตรวจสอบอิสระหรือไม่ ผู้ป่วยมีโอกาสโต้แย้งหรือไม่ และระยะเวลาควบคุมตัวยาวเกินจำเป็นหรือเปล่า

ศาลเห็นว่ากติกาเดิมมีข้อบกพร่องสะสม ทั้งเกณฑ์วินิจฉัยที่ไม่ชัด ความเสี่ยงจากผลประโยชน์ขัดกัน การพึ่งพาความเห็นของแพทย์เพียงคนเดียว ระยะเวลาที่ยาว และการขาดช่องทางคุ้มครองสิทธิ จึงไม่เป็นไปตามหลักความได้สัดส่วนและละเมิดเสรีภาพในร่างกาย คำวินิจฉัยนี้มุ่งวิจารณ์ระบบกฎหมายในเวลานั้น ไม่ได้หมายความว่าการรับไว้รักษาโดยไม่สมัครใจทุกกรณีขัดรัฐธรรมนูญ

๕. เมื่อนำหลักกฎหมายมาใช้กับกรณีของมีรา

ประการแรก ต้องดูความรุนแรงและความจำเป็นจริง มีรามีอาการซึมเศร้า แต่ข้อเท็จจริงระบุว่าเธอยังดูแลชีวิตประจำวันได้ และไม่ได้มีภาวะที่ทำให้ตนเองหรือผู้อื่นเสี่ยงอันตราย หากไม่มีหลักฐานว่าจำเป็นต้องรักษาแบบผู้ป่วยใน การบังคับให้อยู่โรงพยาบาลย่อมมีคำถามเรื่องความจำเป็นตั้งแต่ต้น

ประการที่สอง จำนวนผู้ลงชื่อไม่ใช่คำตอบทั้งหมด ลูกสองคนอาจเป็นห่วงแม่อย่างจริงใจ แต่กฎหมายต้องคำนึงด้วยว่าผู้ดูแลอาจมีความขัดแย้งหรือแรงจูงใจอื่น การมีผู้ดูแลสองคนจึงไม่ใช่หลักประกันที่เพียงพอ หากไม่มีระบบตรวจสอบข้อเท็จจริงและผลประโยชน์ของผู้เกี่ยวข้อง

ประการที่สาม ความเห็นของแพทย์คนเดียวไม่ควรเป็นจุดสิ้นสุด แพทย์มีความรู้ในการประเมินอาการ แต่การตัดสินใจที่ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียเสรีภาพเป็นเวลานานควรมีการตรวจสอบเพิ่มเติม การไม่มีความเห็นอิสระหรือช่องทางให้ผู้ป่วยโต้แย้งเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดพลาดและการใช้อำนาจตามอำเภอใจ

ประการที่สี่ ระยะเวลาต้องสัมพันธ์กับการรักษา การกำหนดให้อยู่โรงพยาบาลตั้งแต่แรกเป็นเวลานานและต่ออายุได้ อาจทำให้มาตรการซึ่งควรใช้เมื่อจำเป็นกลายเป็นการแยกบุคคลออกจากครอบครัวและสังคม หากไม่มีการประเมินซ้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อนำข้อบกพร่องเหล่านี้มารวมกัน ระบบเดิมจึงไม่ได้แสดงให้เห็นว่าการจำกัดเสรีภาพของมีราเป็นทางเลือกที่จำเป็นและกระทบสิทธิน้อยที่สุด นี่คือเหตุผลที่ศาลเห็นว่ากติกาดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ

๖. บทสรุป: เกิดอะไรขึ้นกับมีรา และควรทำอย่างไร

ในเรื่องสมมตินี้ มีรามีเหตุผลหนักแน่นที่จะโต้แย้งว่าการรับเธอไว้รักษาตามกติกาเดิมไม่อาจอาศัยเพียงลายเซ็นของลูกสองคนกับความเห็นของจิตแพทย์หนึ่งคนได้ อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายไม่ได้ทำให้การรับไว้รักษาในอดีตเป็นโมฆะ หรือทำให้มีสิทธิได้รับค่าเสียหายโดยอัตโนมัติ ผลต่อแต่ละคนขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ขั้นตอนที่ใช้ และช่องทางทางกฎหมายที่ยังดำเนินการได้

สำหรับมีรา ทางออกคือขอให้มีการทบทวนความจำเป็นในการรักษาโดยเร็ว และขอให้ตรวจสอบกระบวนการรับไว้รักษากับผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย หากมีการบังคับควบคุมตัวโดยไม่มีฐานกฎหมายหรือมีการละเมิดสิทธิอื่น อาจต้องพิจารณาช่องทางร้องเรียนหรือเรียกร้องตามข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี ทั้งนี้ กฎหมายเกาหลีได้รับการแก้ไขภายหลังคำวินิจฉัยดังกล่าว ข้อกำหนดที่ใช้ในปัจจุบันจึงอาจต่างจากระบบเดิมที่ศาลพิจารณา

หากคุณหรือคนใกล้ชิดเผชิญสถานการณ์คล้ายกัน ควรทำสามอย่างนี้:

  1. ขอเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับเหตุผลการรับไว้รักษา การวินิจฉัย ระยะเวลา และช่องทางคัดค้าน
  2. บันทึกวันเวลา คำพูด และเหตุการณ์สำคัญ พร้อมเก็บสำเนาเอกสารทางการแพทย์และการสื่อสารกับผู้ดูแล
  3. รีบปรึกษาทนายความหรือหน่วยงานช่วยเหลือด้านสิทธิผู้ป่วย เพื่อตรวจสอบกฎหมายปัจจุบันและยื่นขอทบทวนโดยไม่ชักช้า