1. เรื่องของคนคนหนึ่ง

บ่ายวันหนึ่งในฤดูร้อน มินจี คิม ปูผ้าลงบนสนามหญ้าในสวนสาธารณะหน้าอพาร์ตเมนต์ เธอถอดเสื้อชั้นบนเพื่ออาบแดด โดยยังสวมกางเกงและนอนอยู่ในบริเวณที่คนในชุมชนใช้พักผ่อนตามปกติ ไม่นานนัก เจ้าหน้าที่เข้ามาแจ้งว่าเธออาจกระทำความผิดฐานเปิดเผยร่างกายเกินควร และต่อมาก็ได้รับคำสั่งให้ชำระค่าปรับ

มินจีไม่ได้ตั้งใจยั่วยุหรือคุกคามใคร แต่เพื่อนบ้านบางคนบอกว่ารู้สึกอึดอัด เธอจึงสงสัยว่า ความรู้สึกของผู้พบเห็นเพียงอย่างเดียวทำให้การอาบแดดกลายเป็นความผิดได้หรือไม่ และกฎหมายระบุชัดแค่ไหนว่าร่างกายส่วนใดต้องปกปิด หรือการเปิดเผยระดับใดถือว่า “มากเกินไป”

2. คำถามทางกฎหมาย

ประเด็นหลักคือ บทบัญญัติของเกาหลีใต้ที่ลงโทษผู้ซึ่งเปิดเผยร่างกาย “มากเกินไป” หรือเปิดเผย “ส่วนที่ควรปกปิด” จนทำให้ผู้อื่นรู้สึกอับอายหรือไม่สบายใจ ชัดเจนเพียงพอตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

3. กฎหมายเกาหลีใต้กำหนดไว้อย่างไร

กฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นบทบัญญัติความผิดลหุโทษเกี่ยวกับการเปิดเผยร่างกายในที่สาธารณะ โดยมุ่งคุ้มครองความสงบเรียบร้อยและมาตรฐานทางสังคม แต่การลงโทษทางอาญาหรือกึ่งอาญาต้องเป็นไปตามหลักที่ประชาชนคาดหมายได้ว่าอะไรทำได้และอะไรเป็นความผิด

หลักความชัดเจนของกฎหมายอาญา กำหนดให้กฎหมายต้องบรรยายองค์ประกอบความผิดให้ชัดพอ เพื่อให้ประชาชนรู้ล่วงหน้าว่าพฤติกรรมแบบใดอาจถูกลงโทษ และเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจตัดสินตามความรู้สึกหรือดุลพินิจที่กว้างเกินไป

ถ้อยคำที่เป็นปัญหาในคดีนี้มีใจความว่า ผู้ใดเปิดเผยร่างกาย “มากเกินไป” หรือเปิดเผย “ส่วนที่ควรปกปิด” จนทำให้ผู้อื่นรู้สึกอับอายหรือไม่สบายใจ อาจถูกลงโทษได้ อย่างไรก็ตาม ถ้อยคำดังกล่าวไม่ได้ตอบคำถามสำคัญหลายข้อ เช่น

  • “มากเกินไป” หมายถึงระดับใด และต้องพิจารณาจากอะไร
  • “ส่วนที่ควรปกปิด” หมายถึงอวัยวะส่วนใดบ้าง
  • ความรู้สึกอับอายหรือไม่สบายใจของผู้พบเห็นคนหนึ่งเพียงพอหรือไม่
  • ต้องดูเจตนา สถานที่ ลักษณะการกระทำ หรือบริบทแวดล้อมอย่างไร
ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้เห็นว่า ความรู้สึกอับอายหรือไม่สบายใจแตกต่างกันไปในแต่ละคน และส่วนของร่างกายที่ทำให้เกิดความรู้สึกเช่นนั้นก็อาจไม่เหมือนกัน จึงไม่อาจใช้ความรู้สึกดังกล่าวเป็นเกณฑ์ที่แน่นอนเพื่ออธิบายว่าอะไรคือการเปิดเผย “มากเกินไป” หรือ “ส่วนที่ควรปกปิด”

ศาลยังชี้ว่า หากรัฐต้องการห้ามการเปิดเผยอวัยวะบางส่วน ก็สามารถระบุอวัยวะนั้นให้ชัดเจน หรือยกตัวอย่างส่วนของร่างกายที่ห้ามเปิดเผยได้ การกำหนดเช่นนี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้หรือยากลำบากอย่างเห็นได้ชัด

4. แนวทางของศาลเกาหลีใต้

ศาลเกาหลีใต้พิจารณาความผิดที่ใช้ถ้อยคำกว้างโดยยึดหลักว่า ประชาชนต้องคาดหมายขอบเขตของความผิดได้ และการใช้กฎหมายต้องไม่ขึ้นอยู่กับความเห็นส่วนตัวของผู้บังคับใช้หรือปฏิกิริยาที่แตกต่างกันของผู้พบเห็น

ในประเด็นนี้ ศาลรัฐธรรมนูญเคยพิจารณาบทบัญญัติเดียวกันในคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2016 และวินิจฉัยว่าขัดต่อหลักความชัดเจนของกฎหมายอาญา ศาลเห็นว่าแม้ศาลฎีกาจะเคยอธิบายว่า การเปิดเผยร่างกายที่เพียงทำให้ผู้อื่นอับอายหรือไม่สบายใจก็อาจเข้าองค์ประกอบความผิด แต่คำอธิบายนั้นยังไม่ทำให้ความหมายของ “มากเกินไป” หรือ “ส่วนที่ควรปกปิด” แน่นอนขึ้น

การระบุวัตถุประสงค์กว้าง ๆ ว่าเพื่อคุ้มครองศีลธรรมทางเพศหรือขนบธรรมเนียมอันดี ไม่เพียงพอจะทำให้ถ้อยคำที่คลุมเครือกลายเป็นกฎหมายที่ชัดเจน หากตัววัตถุประสงค์เองก็ไม่บอกประชาชนได้แน่นอนว่าพฤติกรรมใดถูกห้าม

คำวินิจฉัยนี้ไม่ได้หมายความว่าการเปลือยกายหรือเปิดเผยร่างกายทุกกรณีในที่สาธารณะจะชอบด้วยกฎหมายเสมอไป แต่หมายความว่าการลงโทษตามบทบัญญัติที่ถูกวินิจฉัยนั้นไม่อาจตั้งอยู่บนถ้อยคำกำกวมดังกล่าวได้

5. เมื่อนำหลักกฎหมายมาใช้กับกรณีของมินจี

กรณีของ มินจี ควรพิจารณาเป็นลำดับดังนี้

  1. ตรวจฐานความผิดที่ระบุในใบสั่ง — เจ้าหน้าที่ลงโทษเธอเพราะเปิดเผยร่างกายเกินควรในสวนสาธารณะ ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับบทบัญญัติที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา
  2. ตรวจว่ากฎหมายให้เกณฑ์ชัดเจนหรือไม่ — คำว่า “มากเกินไป” ไม่ได้กำหนดระดับการเปิดเผยที่ห้ามไว้ ส่วนคำว่า “ส่วนที่ควรปกปิด” ก็ไม่ได้ระบุอวัยวะอย่างแน่นอน
  3. พิจารณาความรู้สึกของผู้พบเห็นอย่างระมัดระวัง — การที่เพื่อนบ้านบางคนไม่สบายใจเป็นข้อเท็จจริงหนึ่ง แต่ไม่อาจทำให้เส้นแบ่งของความผิดชัดเจนขึ้น เพราะคนอื่นอาจประเมินการกระทำเดียวกันต่างออกไป
  4. พิจารณาว่ามีวิธีเขียนกฎหมายให้ชัดกว่านี้หรือไม่ — ศาลเห็นว่าฝ่ายนิติบัญญัติสามารถระบุส่วนของร่างกายที่ห้ามเปิดเผยให้เฉพาะเจาะจงได้ จึงไม่จำเป็นต้องปล่อยให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่คาดเดาความหมายของคำกว้าง ๆ

ด้วยเหตุนี้ การลงโทษมินจีตามบทบัญญัติที่ศาลวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญย่อมมีปัญหาทางกฎหมายอย่างสำคัญ อย่างไรก็ดี ผลในคดีของบุคคลหนึ่งยังขึ้นกับรายละเอียด เช่น คำสั่งปรับอยู่ในขั้นใด ได้ชำระเงินไปแล้วหรือไม่ และมีช่องทางคัดค้านหรือขอให้พิจารณาคดีใหม่ตามขั้นตอนใด การอ้างคำวินิจฉัยจึงควรทำควบคู่กับการตรวจสอบเอกสารและสถานะคดีจริง

6. บทสรุป: มินจีควรทำอย่างไร และผู้อ่านควรจำอะไรไว้

เมื่อได้รับคำแนะนำทางกฎหมาย มินจียื่นคัดค้านคำสั่งปรับโดยชี้ว่าฐานความผิดใช้ถ้อยคำที่คลุมเครือและเคยถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดหลักความชัดเจนของกฎหมายอาญา เธอจึงมีเหตุผลหนักแน่นที่จะโต้แย้งการลงโทษตามฐานนั้น แต่ไม่ควรสรุปเองว่าการเปิดเผยร่างกายทุกแบบในพื้นที่สาธารณะปลอดจากความรับผิด เพราะอาจมีบทบัญญัติอื่นหรือข้อเท็จจริงเรื่องเจตนาและพฤติการณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง

สำหรับผู้ที่พบสถานการณ์คล้ายกัน ควรดำเนินการดังนี้

  • เก็บเอกสารและหลักฐานให้ครบ เช่น ใบสั่ง หนังสือแจ้งค่าปรับ ภาพถ่าย และข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่และเหตุการณ์
  • ตรวจวันครบกำหนดและวิธีคัดค้านทันที เพราะการชำระค่าปรับหรือปล่อยให้กำหนดเวลาผ่านไปอาจส่งผลต่อทางเลือกทางกฎหมาย
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเกาหลีใต้ เพื่อประเมินว่าคำวินิจฉัยใช้กับฐานความผิดและขั้นตอนในคดีของตนอย่างไร รวมถึงตรวจสอบว่ามีกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องหรือไม่