1. เรื่องของคนคนหนึ่ง
ในปี 2010 มินจุน ชายชาวเกาหลีใต้คนหนึ่งได้รับคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิดฐานมีชู้ ศาลลงโทษจำคุกหกเดือน เขาพ้นโทษหลังถูกคุมขังครบกำหนด แต่การออกจากเรือนจำไม่ได้ทำให้เรื่องจบลง สำหรับมินจุน คำพิพากษายังคงติดอยู่ในประวัติชีวิต แม้เขาจะพยายามกลับไปทำงานและเริ่มต้นใหม่ก็ตาม
หลายปีต่อมา เขาได้ยินข่าวว่าศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ยกเลิกความผิดฐานมีชู้ด้วยเหตุว่ากฎหมายละเมิดสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล เขาจึงอดสงสัยไม่ได้ว่า หากความผิดนั้นขัดรัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้น เขาจะขอให้ศาลรื้อคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้หรือไม่ และถ้าศาลยกฟ้อง เขาจะได้รับเงินชดเชยสำหรับเวลาหกเดือนที่เสียไปในเรือนจำหรือเปล่า
2. คำถามทางกฎหมาย
คำถามสำคัญมีสองข้อ: ผู้ที่มีคำพิพากษาคดีความผิดฐานมีชู้ถึงที่สุดก่อนมีคำวินิจฉัยว่ากฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ จะขอพิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่ และหากการพิจารณาใหม่จบลงด้วยการยกฟ้อง จะขอเงินชดเชยจากการถูกคุมขังได้หรือไม่?
3. กฎหมายเกาหลีใต้กล่าวไว้อย่างไร
เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2015 ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้มีคำวินิจฉัยว่าการกำหนดให้การมีชู้เป็นความผิดอาญาขัดรัฐธรรมนูญ ศาลให้เหตุผลว่าเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศโดยสมัครใจของผู้ใหญ่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตส่วนตัวและเสรีภาพในการกำหนดชีวิตของตนเอง รัฐไม่ควรใช้โทษอาญาเข้าแทรกแซง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อคุ้มครองประโยชน์สำคัญของสังคม
ศาลเห็นว่า การลงโทษทางอาญาต่อพฤติกรรมที่อยู่ในขอบเขตชีวิตส่วนตัวเช่นนี้ละเมิดสิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องทางเพศและสิทธิในความเป็นส่วนตัว อีกทั้งไม่เป็นไปตามหลักที่ว่าการจำกัดสิทธิต้องทำเท่าที่จำเป็นและได้สัดส่วน
ผลของคำวินิจฉัยต่อคดีเก่าไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด เพราะกฎหมายว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญกำหนดทั้งหลักการย้อนหลังและข้อยกเว้นไว้ด้วย
บทบัญญัติที่กำหนดความผิดและโทษทางอาญาซึ่งถูกวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ ย่อมสิ้นผลย้อนหลัง เว้นแต่ก่อนหน้านั้นเคยมีคำวินิจฉัยว่าบทบัญญัตินั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ในกรณีดังกล่าว บทบัญญัติจะสิ้นผลย้อนหลังนับแต่วันถัดจากวันที่มีคำวินิจฉัยเดิม
กฎหมายยังเปิดทางให้ขอพิจารณาคดีใหม่ได้เมื่อคำพิพากษาลงโทษถึงที่สุดอาศัยบทบัญญัติอาญาที่ถูกวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ผู้ร้องต้องตรวจสอบวันสำคัญและเงื่อนไขหลักเหล่านี้
- ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยว่าบทบัญญัติความผิดฐานมีชู้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2008
- เพราะมีคำวินิจฉัยเดิมดังกล่าว บทบัญญัติที่ถูกวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญจึงสิ้นผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2008 ไม่ใช่ย้อนหลังไปได้โดยไม่มีข้อจำกัด
- ผู้ที่ได้รับคำพิพากษาถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2008 เป็นต้นไป อาจยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ได้
- หากคำพิพากษาถึงที่สุดก่อนวันดังกล่าว โดยหลักจะไม่ได้รับผลย้อนหลังจากคำวินิจฉัยครั้งนี้ จึงไม่อาจอาศัยเหตุนี้เพื่อขอพิจารณาคดีใหม่ได้
ส่วนเงินชดเชยเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง กฎหมายเกาหลีใต้เปิดทางให้ผู้ที่ถูกคุมขังตามคำพิพากษาลงโทษ และภายหลังได้รับคำพิพากษายกฟ้องในการพิจารณาคดีใหม่ ขอรับเงินชดเชยสำหรับช่วงเวลาที่ถูกคุมขังได้ จำนวนเงินจะพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
4. แนวทางที่ศาลเกาหลีใต้ใช้พิจารณา
ศาลจะไม่ถือว่าคำวินิจฉัยว่ากฎหมายขัดรัฐธรรมนูญทำให้คำพิพากษาเก่าทุกคดีหายไปเอง แต่จะพิจารณาตามกลไกและขอบเขตเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะเมื่อกฎหมายอาญาที่เป็นประเด็นเคยได้รับคำวินิจฉัยว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาก่อน
หลักสำคัญคือ ต้องแยก “การที่บทบัญญัติอาญาสิ้นผล” ออกจาก “การลบล้างคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว” การรื้อคดีต้องผ่านกระบวนการพิจารณาคดีใหม่ และต้องอยู่ในช่วงเวลาที่ผลย้อนหลังของคำวินิจฉัยครอบคลุม
ในการพิจารณาคดีใหม่ ศาลจะตรวจสอบว่าคำพิพากษาเดิมอาศัยบทบัญญัติที่ถูกวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และคดีนั้นอยู่ในช่วงเวลาที่มีสิทธิได้รับผลย้อนหลังหรือเปล่า หากผ่านเงื่อนไขและไม่มีฐานความผิดอื่นที่ยังใช้ลงโทษได้ ผลที่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยคือการยกฟ้อง เพราะพฤติกรรมที่เป็นเพียงความผิดฐานมีชู้ไม่อาจถูกลงโทษตามบทบัญญัติที่สิ้นผลไปแล้วได้
สำหรับเงินชดเชย หลักทั่วไปคือผู้ร้องต้องมีคำพิพากษายกฟ้องจากการพิจารณาคดีใหม่ และต้องเคยถูกคุมขังจากคดีนั้น การชดเชยจึงผูกกับผลของคดีและระยะเวลาที่ถูกจำกัดเสรีภาพ ไม่ใช่สิทธิที่เกิดขึ้นทันทีเพียงเพราะกฎหมายถูกประกาศว่าขัดรัฐธรรมนูญ
5. เมื่อนำกฎหมายมาปรับกับคดีของมินจุน
ขั้นแรก: วันถึงที่สุดของคำพิพากษา มินจุนได้รับคำพิพากษาถึงที่สุดในปี 2010 ซึ่งอยู่หลังวันที่ 31 ตุลาคม 2008 เงื่อนไขสำคัญเรื่องช่วงเวลาจึงเป็นไปในทางที่เอื้อให้เขาขอพิจารณาคดีใหม่ได้
ขั้นที่สอง: ฐานของคำพิพากษาเดิม คำพิพากษาของมินจุนลงโทษเขาในข้อหามีชู้โดยตรง เมื่อบทบัญญัตินั้นถูกวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญและสิ้นผลย้อนหลังสำหรับคดีในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง เขาจึงมีเหตุยื่นคำร้องให้ศาลรื้อคดีขึ้นพิจารณา
ขั้นที่สาม: ผลของการพิจารณาใหม่ หากข้อเท็จจริงมีเพียงการกระทำที่เคยถูกกล่าวหาว่าเป็นความผิดฐานมีชู้ และไม่มีความผิดอื่นที่ยังเป็นฐานลงโทษได้ ศาลควรยกฟ้องตามผลของคำวินิจฉัยทางรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม มินจุนต้องยื่นคำร้องและดำเนินกระบวนการให้ศาลมีคำพิพากษาใหม่ก่อน คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ลบคำพิพากษาเดิมของเขาโดยอัตโนมัติ
ขั้นที่สี่: เงินชดเชยสำหรับการคุมขัง เมื่อได้รับคำพิพากษายกฟ้องในการพิจารณาคดีใหม่แล้ว มินจุนอาจยื่นขอเงินชดเชยสำหรับหกเดือนที่ถูกคุมขังได้ จำนวนเงินจริงต้องคำนวณตามหลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับ และยังต้องดำเนินการยื่นคำขอตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด
หากมินจุนได้รับคำพิพากษาถึงที่สุดก่อนวันที่ 31 ตุลาคม 2008 ผลอาจต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ แม้เหตุผลทางรัฐธรรมนูญจะเหมือนกัน แต่ข้อยกเว้นเรื่องคำวินิจฉัยเดิมทำให้เขาไม่อาจอาศัยผลย้อนหลังของคำวินิจฉัยครั้งนี้เพื่อขอพิจารณาคดีใหม่ได้โดยหลัก
6. บทสรุป: เกิดอะไรขึ้น และควรทำอย่างไร
สำหรับมินจุน วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดคือปี 2010 จึงอยู่ในช่วงเวลาที่อาจขอพิจารณาคดีใหม่ได้ เขายื่นคำร้องและได้รับการพิจารณาคดีใหม่ โดยเมื่อไม่มีฐานความผิดอื่นนอกเหนือจากความผิดฐานมีชู้ ศาลยกฟ้อง จากนั้นเขาจึงยื่นขอเงินชดเชยสำหรับการถูกคุมขังหกเดือน—ไม่ใช่เพราะคำวินิจฉัยใหม่คืนเงินให้โดยทันที แต่เพราะเขาผ่านกระบวนการพิจารณาคดีใหม่และได้รับคำพิพากษายกฟ้องแล้ว
หากคุณหรือคนใกล้ชิดเคยถูกลงโทษในลักษณะเดียวกัน ควรเริ่มจากการตรวจสอบสิ่งต่อไปนี้
- หาเอกสารที่ระบุวันคำพิพากษาถึงที่สุด วันดังกล่าวเป็นตัวชี้ว่าคดีอาจอยู่ในขอบเขตผลย้อนหลังหรือไม่
- ปรึกษาทนายความในเกาหลีใต้และยื่นคำร้องตามขั้นตอน อย่าสันนิษฐานว่าคำพิพากษาเก่าถูกลบไปเอง และควรตรวจสอบกำหนดเวลาตามกฎหมายสำหรับการยื่นคำร้องที่เกี่ยวข้อง
- เก็บหลักฐานการคุมขังและคำพิพากษาให้ครบ หากได้รับคำพิพากษายกฟ้องในการพิจารณาคดีใหม่ เอกสารเหล่านี้จะช่วยประกอบคำขอเงินชดเชย




















