๑. เรื่องของคนคนหนึ่ง
ในปี ๒๐๑๑ คิม มินจี นั่งอยู่หน้าห้องพิจารณาคดีในกรุงโซล ขณะที่สามีของเธอถูกดำเนินคดีฐานเป็นชู้ตามประมวลกฎหมายอาญาเกาหลีใต้ มาตรา ๒๔๑ เรื่องส่วนตัวที่เคยถูกถกเถียงกันภายในครอบครัว บัดนี้กลายเป็นข้อกล่าวหาทางอาญา และอาจนำไปสู่การลงโทษตามกฎหมาย
ทนายของสามีเห็นว่าการใช้กฎหมายอาญาลงโทษพฤติกรรมเช่นนี้อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงขอให้ศาลที่กำลังพิจารณาคดีส่งประเด็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ แต่มีอุปสรรคสำคัญ: ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยมาก่อนแล้วว่าบทบัญญัตินี้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มินจีจึงสงสัยว่า เมื่อมีคำตอบเดิมอยู่แล้ว ศาลยังเปิดประเด็นขึ้นมาใหม่ได้หรือไม่
๒. คำถามทางกฎหมาย
คำถามคือ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าบทบัญญัติกฎหมายชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว ศาลที่กำลังพิจารณาคดีจะส่งคำถามเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของบทบัญญัติเดียวกันไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกครั้งได้หรือไม่?
๓. กฎหมายเกาหลีใต้วางหลักไว้อย่างไร
ระบบเกาหลีใต้เปิดให้ศาลที่พิจารณาคดีจริงส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบได้ เมื่อกฎหมายที่เป็นข้อสงสัยมีความสำคัญต่อการตัดสินคดี หากคู่ความเห็นว่ากฎหมายที่ศาลต้องนำมาใช้ขัดรัฐธรรมนูญ คู่ความอาจยื่นคำขอให้ศาลส่งเรื่องได้ แต่ศาลผู้พิจารณาคดีเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะส่งหรือไม่
การเคยมีคำวินิจฉัยว่ากฎหมายชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ทำให้ศาลหมดอำนาจส่งเรื่องตรวจสอบอีกครั้งโดยอัตโนมัติ ศาลรัฐธรรมนูญอาจได้รับคำถามใหม่เกี่ยวกับกฎหมายเดียวกันได้
หลักนี้ไม่ได้หมายความว่าคู่ความจะบังคับให้ส่งเรื่องได้ทุกกรณี ศาลต้องพิจารณาว่ากฎหมายนั้นเกี่ยวข้องกับคดีจริงหรือไม่ และข้อสงสัยเรื่องรัฐธรรมนูญมีมูลพอที่จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่
ประเด็นสำคัญมีดังนี้
- ศาลผู้พิจารณาคดีเป็นผู้ส่งเรื่อง คู่ความเพียงยื่นคำขอ ส่วนการส่งเรื่องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาล
- คำวินิจฉัยเดิมที่รับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญไม่ใช่ข้อห้ามเด็ดขาด ศาลอาจส่งเรื่องใหม่ได้ หากกฎหมายยังเกี่ยวข้องกับคดีและมีประเด็นที่ควรให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา
- ศาลผู้พิจารณาคดีไม่ได้วินิจฉัยล้มกฎหมายเอง การส่งเรื่องเป็นการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ ไม่ใช่การประกาศว่ากฎหมายนั้นขัดรัฐธรรมนูญ
- การส่งเรื่องซ้ำมีขอบเขต เมื่อประเด็นเดียวกันได้รับการจัดการไปแล้วในศาลระดับเดียวกัน ศาลไม่อาจส่งเรื่องซ้ำในชั้นเดียวกันได้ตามหลักที่ใช้กับกระบวนการนี้
๔. แนวทางของศาลเกาหลีใต้
ศาลเกาหลีใต้ยึดหลักว่า คำวินิจฉัยที่เห็นว่ากฎหมายชอบด้วยรัฐธรรมนูญไม่ได้ผูกมัดจนปิดกั้นการตรวจสอบในอนาคตโดยสิ้นเชิง เหตุผลสำคัญคือกฎหมายอาจถูกนำกลับมาพิจารณาในบริบทของคดีอื่น หรือข้อโต้แย้งทางรัฐธรรมนูญอาจถูกหยิบยกขึ้นตรวจสอบใหม่ได้ การเคยยืนยันความชอบด้วยรัฐธรรมนูญจึงไม่ใช่เกราะคุ้มกันที่ทำให้บทบัญญัตินั้นพ้นจากการตรวจสอบตลอดไป
อย่างไรก็ดี การควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญในคดีเฉพาะเป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลที่พิจารณาคดีส่งคำถามได้ แต่ไม่อาจข้ามขั้นตอนแล้วถือเอาเองว่ากฎหมายที่เคยได้รับการรับรองนั้นเป็นโมฆะ
อีกด้านหนึ่ง หลักที่เปิดทางให้ส่งเรื่องใหม่ไม่ได้ลบล้างขั้นตอนของคดี ศาลต้องพิจารณาความจำเป็นของการส่งเรื่อง และไม่อาจยื่นคำถามเดิมซ้ำไปซ้ำมาในศาลระดับเดียวกัน เมื่อเรื่องนั้นผ่านการพิจารณาในชั้นเดียวกันแล้ว
๕. เมื่อนำหลักกฎหมายมาใช้กับคดีของมินจี
ประการแรก: บทบัญญัตินั้นต้องมีผลต่อคดีจริง สามีของมินจีถูกดำเนินคดีโดยอาศัยมาตรา ๒๔๑ โดยตรง หากไม่มีบทบัญญัตินี้ ศาลก็ไม่มีฐานกฎหมายเดียวกันสำหรับตัดสินข้อกล่าวหา เงื่อนไขเรื่องความเกี่ยวข้องกับคดีจึงมีน้ำหนัก
ประการที่สอง: คำวินิจฉัยเดิมไม่ได้ปิดทางโดยตัวมันเอง แม้ศาลรัฐธรรมนูญเคยเห็นว่ามาตรา ๒๔๑ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ศาลที่กำลังพิจารณาคดีของสามีมินจีก็ยังส่งประเด็นกลับไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบได้ คำวินิจฉัยเดิมเป็นส่วนหนึ่งของบริบท แต่ไม่ใช่คำสั่งห้ามเปิดประเด็นอีก
ประการที่สาม: การขอให้ส่งเรื่องไม่เท่ากับการส่งเรื่อง ทนายอาจยื่นคำขอได้ แต่ศาลต้องประเมินเองว่ามีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ หากศาลเห็นว่าควรส่ง ก็ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ตัดสินข้อสงสัย หากไม่ส่ง ศาลผู้พิจารณาคดีก็ยังต้องดำเนินคดีต่อไปตามกฎหมายและขั้นตอนที่ใช้บังคับ
ประการที่สี่: ศาลชั้นพิจารณาไม่อาจประกาศเองว่าบทบัญญัติขัดรัฐธรรมนูญ แม้ผู้พิพากษาจะเห็นว่ามีข้อกังขาร้ายแรง ก็ต้องใช้ช่องทางส่งเรื่อง ไม่ใช่ละเลยกฎหมายหรือถือว่ากฎหมายสิ้นผลไปแล้วด้วยตนเอง และหากประเด็นเดิมได้รับการดำเนินการไปแล้วในศาลระดับเดียวกัน ก็ไม่อาจส่งซ้ำในชั้นนั้น
ดังนั้น คำตอบสำหรับคำถามของมินจีคือ ศาลอาจส่งเรื่องให้ตรวจสอบได้ แม้จะเคยมีคำวินิจฉัยว่าบทบัญญัตินั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาก่อน แต่คำขอไม่ได้รับประกันว่าศาลจะส่งเรื่อง และคำวินิจฉัยว่าเป็นหรือไม่เป็นการขัดรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ
๖. บทสรุป: เกิดอะไรขึ้น และควรทำอย่างไร
ในเรื่องสมมตินี้ ศาลที่พิจารณาคดีรับคำขอและส่งคำถามเกี่ยวกับมาตรา ๒๔๑ ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ การตัดสินใจดังกล่าวทำได้ แม้จะมีคำวินิจฉัยรับรองบทบัญญัตินี้มาก่อน ต่อมาในปี ๒๐๑๕ ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ได้วินิจฉัยว่าการลงโทษฐานเป็นชู้ตามมาตรา ๒๔๑ ขัดรัฐธรรมนูญ บทบัญญัตินี้จึงไม่อาจใช้เป็นฐานลงโทษคดีที่ยังค้างอยู่ได้อีก
สำหรับผู้อ่านในปัจจุบัน ข้อควรรู้คือเกาหลีใต้ไม่ได้ถือการเป็นชู้เป็นความผิดอาญาตามมาตรา ๒๔๑ อีกต่อไป แต่หลักเรื่องการตรวจสอบกฎหมายยังมีความสำคัญในคดีอื่น ๆ ด้วย หากเจอสถานการณ์คล้ายกัน ควรจำไว้ว่า:
- ตรวจให้ชัดว่ากฎหมายที่โต้แย้งถูกนำมาใช้กับคดีของคุณจริงหรือไม่ เพราะศาลจะพิจารณาความเชื่อมโยงระหว่างกฎหมายกับผลของคดี
- ยื่นคำขอผ่านศาลที่กำลังพิจารณาคดี พร้อมอธิบายเหตุผลทางรัฐธรรมนูญให้เป็นระบบ การยื่นคำขอไม่ได้ทำให้ศาลต้องส่งเรื่องโดยอัตโนมัติ
- อย่าสรุปว่ากฎหมายหมดผลเพียงเพราะมีข้อโต้แย้งหรือมีคำขอส่งเรื่อง ให้ตรวจสอบคำวินิจฉัยล่าสุดและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเกาหลีใต้ก่อนตัดสินใจในคดี




















