1. เรื่องของมินตรา: คดีเก่าที่ยังไม่จบในใจ

ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2547 มินตรา ศิริวัฒน์ถูกกล่าวหาว่ามีความสัมพันธ์กับชายที่แต่งงานแล้ว เธอถูกดำเนินคดีในความผิดฐานมีชู้ และในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่ามีความผิด หลังจากการต่อสู้คดี คำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ความผิดนั้นจึงติดตามเธอไป แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี

แต่ระหว่างทาง สถานะของกฎหมายเปลี่ยนไป ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ว่าความผิดฐานมีชู้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ก่อนจะวินิจฉัยอีกครั้งเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ว่าความผิดดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญ มินตราจึงสงสัยว่า แม้เหตุการณ์จะเกิดก่อนคำวินิจฉัยครั้งแรก และคำพิพากษาของเธอจะถึงที่สุดหลังจากนั้น เธอจะยังขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่

2. คำถามทางกฎหมาย

ประเด็นสำคัญคือ ผู้ที่กระทำการก่อนศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่ากฎหมายชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่ถูกพิพากษาถึงที่สุดหลังจากคำวินิจฉัยนั้น จะขอพิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่ เมื่อภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากฎหมายอาญาข้อนั้นขัดรัฐธรรมนูญ

3. กฎหมายเกาหลีใต้กำหนดไว้อย่างไร

กฎหมายศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ มาตรา 47 กำหนดผลของคำวินิจฉัยว่ากฎหมายขัดรัฐธรรมนูญไว้เป็นลำดับ โดยหลักทั่วไป กฎหมายที่ถูกวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญย่อมสิ้นผลตั้งแต่วันที่มีคำวินิจฉัย แต่สำหรับกฎหมายอาญา ผลอาจย้อนหลังได้ และกฎหมายยังเปิดช่องให้ขอพิจารณาคดีใหม่ในกรณีที่คำพิพากษาถึงที่สุดอาศัยกฎหมายที่ถูกวินิจฉัยเช่นนั้น

โดยหลัก กฎหมายที่ถูกวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญสิ้นผลตั้งแต่วันมีคำวินิจฉัย แต่กฎหมายอาญาที่ขัดรัฐธรรมนูญย่อมสิ้นผลย้อนหลัง >หากกฎหมายอาญาข้อนั้นเคยมีคำวินิจฉัยว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาก่อน กฎหมายจะสิ้นผลย้อนหลังนับจากวันถัดจากวันที่มีคำวินิจฉัยว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ >เมื่อมีคำวินิจฉัยว่ากฎหมายอาญาขัดรัฐธรรมนูญ ผู้ที่ถูกพิพากษาลงโทษถึงที่สุดโดยอาศัยกฎหมายนั้นอาจยื่นขอพิจารณาคดีใหม่ได้

หลักเหล่านี้ทำให้ต้องแยกวันที่สำคัญออกจากกัน ไม่ใช่ดูเพียงวันที่เกิดเหตุ

  • วันที่เกิดการกระทำ: ใช้บอกว่าการกระทำเกิดขึ้นเมื่อใด
  • วันที่กฎหมายสิ้นผลย้อนหลัง: เป็นจุดสำคัญในการพิจารณาว่าคำพิพากษาอาศัยกฎหมายที่หมดผลไปแล้วหรือไม่
  • วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด: ช่วยพิจารณาว่าคำพิพากษานั้นอยู่ในขอบเขตที่ยื่นขอพิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่

ในกรณีความผิดฐานมีชู้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากฎหมายไม่ขัดรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2551 และต่อมาวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ดังนั้น กฎหมายอาญาข้อนี้จึงสิ้นผลย้อนหลังนับตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2551

4. แนวทางที่ศาลเกาหลีใช้พิจารณา

ศาลเกาหลีพิจารณาว่า คำพิพากษาที่ขอพิจารณาใหม่เป็นคำพิพากษาที่อาศัยบทกฎหมายซึ่งสิ้นผลย้อนหลังตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ จุดชี้ขาดจึงไม่จำเป็นต้องเป็นวันที่จำเลยกระทำการ แต่เป็นการดูว่าศาลลงโทษโดยอาศัยบทกฎหมายที่ภายหลังถือว่าสิ้นผลย้อนหลังแล้วหรือไม่

หากกฎหมายอาญาสิ้นผลย้อนหลังตั้งแต่วันถัดจากคำวินิจฉัยเดิมที่รับรองว่ากฎหมายนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญ คำพิพากษาลงโทษที่เกิดขึ้นหลังวันดังกล่าวอาจเข้าข่ายคำพิพากษาที่ขอพิจารณาคดีใหม่ได้ แม้การกระทำจะเกิดก่อนหน้านั้น

แนวทางนี้ป้องกันไม่ให้ผลของการสิ้นผลย้อนหลังถูกจำกัดด้วยวันที่เกิดเหตุเพียงอย่างเดียว และเปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกลงโทษภายใต้กฎหมายซึ่งไม่อาจใช้ลงโทษได้อีกแล้วขอให้ศาลทบทวนคดี อย่างไรก็ดี คำวินิจฉัยว่ากฎหมายขัดรัฐธรรมนูญไม่ได้ลบคำพิพากษาเดิมให้อัตโนมัติ ผู้ถูกพิพากษายังต้องยื่นคำร้องตามกระบวนการ

5. เมื่อนำหลักกฎหมายมาใช้กับคดีของมินตรา

พิจารณาเป็นขั้นตอนได้ดังนี้

  1. การกระทำเกิดขึ้นก่อนคำวินิจฉัยครั้งแรก — มินตราถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2547 ซึ่งเป็นเวลาก่อนวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าความผิดฐานมีชู้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
  2. กฎหมายสิ้นผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2551 — เพราะบทบัญญัตินี้เป็นกฎหมายอาญาที่เคยมีคำวินิจฉัยว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ การวินิจฉัยในปี พ.ศ. 2558 ว่าขัดรัฐธรรมนูญจึงทำให้บทบัญญัติสิ้นผลย้อนหลังนับจากวันถัดจากคำวินิจฉัยเดิม
  3. คำพิพากษาของมินตราถึงที่สุดหลังวันนั้น — แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 แต่คำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ซึ่งอยู่หลังวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2551
  4. คำพิพากษาอาศัยบทกฎหมายที่สิ้นผลย้อนหลัง — เมื่อศาลลงโทษมินตราโดยอาศัยบทบัญญัติความผิดฐานมีชู้ และคำพิพากษาถึงที่สุดหลังวันที่บทบัญญัตินั้นสิ้นผลย้อนหลัง คดีของเธอจึงเข้าหลักที่ศาลเกาหลีรับรองว่าสามารถขอพิจารณาคดีใหม่ได้ แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นก่อนวันดังกล่าว

ดังนั้น ประเด็นที่มินตราอาจยื่นขอพิจารณาคดีใหม่ได้ ไม่ได้เกิดจากการที่เหตุการณ์ในปี พ.ศ. 2547 ถูกถือว่าไม่เคยเกิดขึ้น แต่เกิดจากการที่คำพิพากษาลงโทษถึงที่สุดโดยใช้กฎหมายซึ่งภายหลังสิ้นผลย้อนหลังตามหลักที่กฎหมายกำหนด

6. สรุป: มินตราทำอะไรได้ และผู้อื่นควรทำอย่างไร

มินตรามีสิทธิยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ต่อศาลได้ เพราะคำพิพากษาของเธอถึงที่สุดหลังวันที่บทบัญญัติความผิดฐานมีชู้สิ้นผลย้อนหลัง แม้การกระทำที่ถูกกล่าวหาจะเกิดก่อนวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ก็ตาม เมื่อศาลรับคำร้องและพิจารณาตามกระบวนการแล้ว มีแนวโน้มที่จะมีคำพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากบทกฎหมายที่ใช้ลงโทษสิ้นผลย้อนหลังไปแล้ว

สำหรับผู้ที่เผชิญสถานการณ์คล้ายกัน ควรดำเนินการดังนี้

  • รวบรวมเอกสารคดี โดยเฉพาะคำพิพากษาทุกชั้นศาลและหลักฐานวันที่คำพิพากษาถึงที่สุด
  • ตรวจวันสำคัญให้ชัดเจน ได้แก่ วันที่มีคำวินิจฉัยเดิม วันที่บทบัญญัติสิ้นผลย้อนหลัง และวันที่คำพิพากษาถึงที่สุด
  • ปรึกษาทนายความและยื่นคำร้องต่อศาลที่มีอำนาจ อย่าคิดว่าคำวินิจฉัยว่ากฎหมายขัดรัฐธรรมนูญทำให้คำพิพากษาเดิมหมดไปเอง