1. เรื่องของปกรณ์: กฎหมายเก่าที่ตามมาถึงในห้องพิจารณา
ปกรณ์ ผู้กำกับภาพยนตร์อิสระในกรุงโซล ทุ่มเงินเก็บและแรงกายสร้างภาพยนตร์เรื่องแรก เขาไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการผลิตภาพยนตร์ตามกฎหมายในขณะนั้น และต่อมาก็ถูกดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายภาพยนตร์ เพราะสร้างภาพยนตร์โดยไม่มีทะเบียนดังกล่าว
ระหว่างต่อสู้คดี ปกรณ์ยื่นคำร้องขอให้ศาลส่งบทบัญญัติที่กำหนดให้ต้องจดทะเบียนไปตรวจสอบว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่คำร้องถูกปฏิเสธ เขาจึงยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกัน กฎหมายภาพยนตร์ฉบับเดิมถูกยกเลิกและแทนที่ด้วยกฎหมายส่งเสริมภาพยนตร์ฉบับใหม่
สำหรับปกรณ์ การยกเลิกกฎหมายดูเหมือนจะทำให้ข้อพิพาทเป็นเรื่องในอดีต ทว่าในบทเฉพาะกาลของกฎหมายใหม่ยังระบุว่า ความผิดที่เกิดขึ้นก่อนกฎหมายใหม่เริ่มใช้ ให้ลงโทษตามกฎหมายเดิม คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่ากฎหมายเดิมยังอยู่หรือไม่ แต่คือกฎหมายนั้นยังมีบทบาทในคดีของเขาหรือเปล่า
2. ประเด็นทางกฎหมาย
ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้สามารถตรวจสอบบทบัญญัติของกฎหมายที่ถูกยกเลิกไปแล้วได้หรือไม่ เมื่อบทเฉพาะกาลยังทำให้กฎหมายเดิมใช้กำหนดโทษแก่การกระทำที่กำลังถูกพิจารณาในคดีอาญา?
3. กฎหมายเกาหลีใต้วางหลักไว้อย่างไร
โดยหลัก บทบัญญัติที่ถูกขอให้ตรวจสอบต้องเป็นกฎหมายที่ยังมีผลใช้บังคับในเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา หากกฎหมายถูกยกเลิกและไม่มีผลทางกฎหมายเหลืออยู่ การตรวจสอบโดยทั่วไปย่อมไม่มีเหตุให้ต้องทำ เพราะผลของคดีไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้จากคำวินิจฉัย
แต่หลักนี้มีข้อยกเว้นสำคัญ: แม้กฎหมายถูกยกเลิกแล้ว ก็ยังอาจเป็นประเด็นตรวจสอบได้ หากกฎหมายเดิมยังใช้กับคดีที่อยู่ระหว่างพิจารณา และคำวินิจฉัยเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญอาจมีผลต่อการตัดสินคดีนั้น
ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงว่ากฎหมายยังมีผลใช้กับคนทั่วไปหรือไม่ แต่คือบทบัญญัตินั้นยังเป็นกฎหมายที่ศาลต้องนำมาใช้ตัดสินคดีเฉพาะหน้าหรือไม่
ในสถานการณ์ของปกรณ์ มีหลักที่ต้องพิจารณาเป็นลำดับดังนี้
- กฎหมายเดิมถูกยกเลิกแล้วหรือไม่ หากถูกยกเลิก นั่นเป็นเหตุให้การตรวจสอบไม่อาจทำได้ตามหลักทั่วไป แต่ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
- มีกฎเฉพาะกาลหรือไม่ บทเฉพาะกาลอาจกำหนดให้ใช้กฎหมายเดิมกับการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนกฎหมายใหม่เริ่มใช้
- กฎหมายเดิมเป็นฐานตัดสินคดีหรือไม่ หากศาลยังต้องใช้บทบัญญัตินั้นวินิจฉัยความผิดหรือกำหนดโทษ ก็ยังมีความเกี่ยวข้องกับผลของคดี
- คำวินิจฉัยอาจส่งผลต่อคดีหรือไม่ หากคำตอบเรื่องรัฐธรรมนูญอาจเปลี่ยนหลักเกณฑ์ที่ใช้ตัดสิน เงื่อนไขเรื่องความจำเป็นในการพิจารณาย่อมมีน้ำหนัก
ดังนั้น การที่กฎหมายถูกยกเลิกไม่ได้ทำให้ทุกคำร้องเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนั้นหมดสิทธิได้รับการพิจารณาโดยอัตโนมัติ แต่ต้องดูว่ากฎหมายยังมีผลผูกพันคดีที่เกี่ยวข้องหรือไม่
4. แนวทางที่ศาลเกาหลีใต้ใช้พิจารณา
ศาลเกาหลีใต้พิจารณาความเชื่อมโยงระหว่างบทบัญญัติที่ถูกโต้แย้งกับคดีหลักอย่างเป็นรูปธรรม กล่าวอีกอย่างคือ ศาลไม่ได้ถามเพียงว่าในทางนิตินัยกฎหมายยังอยู่ในระบบหรือไม่ แต่ตรวจด้วยว่าศาลที่พิจารณาคดีต้องอาศัยกฎหมายนั้นตัดสินข้อพิพาทหรือไม่
หากบทเฉพาะกาลยังสั่งให้ใช้กฎหมายเดิมกับการกระทำก่อนวันที่กฎหมายใหม่มีผล และคดีเกี่ยวกับการกระทำนั้นยังอยู่ระหว่างพิจารณา การยกเลิกกฎหมายเดิมเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้บทบัญญัตินั้นพ้นจากการตรวจสอบ
อย่างไรก็ดี การยอมรับว่ากฎหมายที่ถูกยกเลิกยังเป็นประเด็นที่ตรวจสอบได้ เป็นเพียงการตัดสินเรื่องความเหมาะสมของการนำคำร้องเข้าสู่การพิจารณา ไม่ใช่การวินิจฉัยว่าบทบัญญัตินั้นขัดรัฐธรรมนูญแล้ว และไม่ใช่คำสั่งให้ยกฟ้องคดีอาญาโดยทันที
5. เมื่อนำหลักกฎหมายมาใช้กับคดีของปกรณ์
ขั้นแรก: ระบุบทบัญญัติที่เป็นข้อพิพาท ปกรณ์ถูกดำเนินคดีเพราะไม่จดทะเบียนเป็นผู้ผลิตภาพยนตร์ตามมาตราที่ 4 วรรคหนึ่งของกฎหมายภาพยนตร์ฉบับเดิม เขาจึงโต้แย้งบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับข้อกล่าวหา ไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่ไม่มีผลต่อคดี
ขั้นที่สอง: ตรวจสอบผลของการยกเลิกกฎหมาย กฎหมายเดิมถูกยกเลิกเมื่อกฎหมายส่งเสริมภาพยนตร์ฉบับใหม่เริ่มใช้ หลักทั่วไปจึงชี้ไปทางว่าไม่ควรตรวจสอบกฎหมายที่ไม่มีผลแล้ว แต่ยังต้องอ่านบทเฉพาะกาลประกอบด้วย
ขั้นที่สาม: พิจารณาบทเฉพาะกาล บทเฉพาะกาลมาตราที่ 6 กำหนดว่า หากเป็นการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายภาพยนตร์เดิมก่อนวันที่กฎหมายใหม่มีผล การใช้บทลงโทษให้เป็นไปตามกฎหมายเดิม นั่นหมายความว่า แม้กฎหมายเดิมถูกยกเลิกแล้ว แต่บทบัญญัติเดิมยังถูกนำมาใช้กับการกระทำที่เป็นข้อกล่าวหาของปกรณ์
ขั้นที่สี่: ตรวจดูความเกี่ยวข้องกับผลคดี คดีของปกรณ์ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา และศาลอาจต้องใช้กฎหมายเดิมตัดสินว่าเขามีความผิดหรือไม่ บทบัญญัติเรื่องการจดทะเบียนจึงยังเป็นเงื่อนไขสำคัญของคำตัดสิน หากบทบัญญัตินั้นถูกวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ ผลที่ตามมาอาจกระทบต่อฐานทางกฎหมายของข้อกล่าวหา
ด้วยเหตุนี้ คำร้องของปกรณ์จึงไม่ควรถูกปัดตกเพียงเพราะกฎหมายเดิมถูกยกเลิก ศาลรัฐธรรมนูญสามารถพิจารณาบทบัญญัตินั้นได้ เพราะยังมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับคดีอาญาที่ยังไม่สิ้นสุด
6. บทสรุป: ปกรณ์จะเป็นอย่างไร และผู้อ่านควรทำอะไร
ปกรณ์มีเหตุผลทางกฎหมายที่จะขอให้ตรวจสอบบทบัญญัติเดิม แม้กฎหมายนั้นถูกยกเลิกแล้วก็ตาม เพราะบทเฉพาะกาลยังทำให้กฎหมายเดิมใช้กับการกระทำที่ถูกกล่าวหาในคดีของเขา อย่างไรก็ตาม คำตอบนี้หมายความเพียงว่าศาลรัฐธรรมนูญอาจรับพิจารณาประเด็นดังกล่าวได้ ส่วนบทบัญญัติขัดรัฐธรรมนูญจริงหรือไม่ และปกรณ์จะต้องรับโทษหรือไม่ เป็นคำถามอีกชั้นหนึ่งที่ต้องตัดสินจากเนื้อหาของกฎหมายและข้อเท็จจริงในคดี
สำหรับผู้ที่เผชิญสถานการณ์คล้ายกัน ควรทำสิ่งต่อไปนี้
- ตรวจบทเฉพาะกาลของกฎหมายฉบับใหม่ อย่าหยุดเพียงข้อเท็จจริงว่ากฎหมายเก่าถูกยกเลิก เพราะบทเฉพาะกาลอาจยังสงวนการใช้กฎหมายเดิมไว้
- แสดงให้เห็นว่ากฎหมายเดิมมีผลต่อคดีอย่างไร รวบรวมคำฟ้อง ข้อกล่าวหา และข้อกฎหมายที่ศาลต้องใช้ เพื่อชี้ว่าคำวินิจฉัยเรื่องรัฐธรรมนูญอาจเปลี่ยนผลคดีได้
- แยกเรื่องการรับพิจารณาออกจากผลแพ้ชนะ แม้ศาลจะตรวจสอบกฎหมายได้ ก็ไม่ได้รับประกันว่ากฎหมายจะถูกวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือว่าคดีจะยุติลง ควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านคดีรัฐธรรมนูญและคดีอาญาควบคู่กัน




















